สู่ขวัญข้าวประเพณีเกี่ยวข้าวเอาเฟือง (เดือน ๓ เหนือ)
เมื่อข้าวในนาที่ปลูกไว้สุกมีสีเหลืองทองเต็มท้องทุ่ง ก็จะเป็นฤดูเก็บเกี่ยวซึ่งบ้างเรียกว่า "เกี่ยวข้าวเอาเฟือง" คือการเก็บเกี่ยวข้าวและฟางข้าวเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ การเกี่ยวข้าวเอาเฟืองนี้จะเริ่มกันตั้งแต่ประมาณปลายเดือนพฤศจิกายนเป็นต้นไป ชาวบ้านจะเอามื้อหรือเอาวัน คือการลงแขกคือผลัดกันไปช่วยเกี่ยวข้าวในแปลงนาของเพื่อนบ้านให้เสร็จเป็นราย ๆไป ในการเกี่ยวข้าวนั้น นิยมเกี่ยวข้าวเรียงคนให้เป็นหน้ากระดานเสร็จเป็นแต่ละกระทงนาไป วิธีการเกี่ยวข้าวของชาวเหนือนี้จะเกี่ยวต่ำ คือเกี่ยวเอาต้นข้าวไว้ยาว เมื่อเกี่ยวเต็มกำมือก็วางไว้กับตอข้าวที่เกี่ยวแล้วเรียกข้าวที่วางไว้ ๑ กำมือนี้ว่า "ข้าวเฟ่า" เมื่อเกี่ยวแล้วทิ้งไว้ประมาณ ๓-๕ วันแล้ว ก็จะเก็บเอาข้าวเฟ่ามากองรวมกันเป็นกอง ๆ เรียกว่า "กองข้าว" เพื่อรอการตีอีกประมาณ ๑-๒ สัปดาห์ถัดมา ในการตีข้าวนั้น ชาวบ้านอาจมา "เอามื้อเอาวัน" เช่นกัน แต่มักจะมีจำนวนคนน้อยกว่าการเก็บเกี่ยวข้าว เพราะการตีข้าวใช้ผู้ชายเท่านั้นเป็นคนตี
การตีข้าวหรือนวดมีข้าว ๒ แบบ แบบแรกคือ ตีกับครุคือภาชนะสานด้วยไม้ไผ่ก้นแคบปากกว้างขนาดใหญ่โดยเมื่อตีข้าวเสร็จเป็นจุด ๆ ก็จะมีการตักข้าวออกจากครุ เรียกว่า "โจ้ข้าว" แล้วขนลากไปเก็บที่ยุ้งฉาง จากนั้นก็จะย้ายครุไปตามกองข้าวอื่นตีข้าวจนหมด แบบที่สอง เป็นการตีกับลานนวดข้าวเรียกว่า "ตาลาง" ซึ่งการตีข้าวแบบหลังนี้ ก่อนที่จะมีการตีข้าวต้องจัดเตรียมตาลาง โดยการตัดหรือถอนตอข้าวออกเป็นบริเวณกว้าง ใช้เสื่อที่เรียกว่า สาดกะลาปูไว้ตรงกลาง บริเวณ ๔ มุมของตาลางมีไม้ไผ่ลงคาถา "นะโมตาบอด" ปักไว้ ทั้ง ๔ ทิศส่วนปลายของเสาแยกไม้ให้เป็นซีกแล้วสานให้เป็นซองปากกว้าง ข้างในวางจานใส่เครื่องเซ่นบูชาแม่โพสพ บนปากซองผูกรวงข้าวไว้ ๑ รวง การที่ลงอักขระคาถา"นะโมตาบอด" นี้ก็เพื่อป้องกันผีมาขโมยเอาข้าวไปเรียกกันว่า ข้าวหาย
สำหรับเฟืองหรือฟางข้าวนั้น ที่ได้จากการตีข้าวแล้วนั้น ก็จะใช้ตอกมัดเป็นมัด ๆ ขนย้ายไปเก็บที่ ค้างเฟือง หรือโรงเรือนที่เก็บฟางข้าวต่อไป แต่ในกรณีที่พ่อนาไม่ประสงค์จะเก็บเอาฟางไป ก็อาจใช้ฟางปูทับบนแปลงปลูกพืชอย่างหอมหรือกระเทียม เป็นต้น ส่วนผู้ที่ปลูกถั่วเหลืองนั้น ก็อาจโรยฟางให้ทั่วแปลงนาแล้วจุดไฟเผาเพื่อกำจัดแมลงศัตรูพืช และเพื่อใช้ขี้เถ้าฟางนั้นเป็นปุ๋ยต่อไป การเกี่ยวเข้าเอาเฟืองนี้ ทุกบ้านต้องให้เสร็จก่อนวัน เพ็ญ เดือน ๔ เหนือ เมื่อนำข้าวเปลือกขึ้นสู่ยุ้งฉางแล้ว เจ้าของบ้านจะยังไม่ตำหรอสีกินก่อนที่จะได้นำไปทำบุญข้าวใหม่เสียก่อน เรียกว่า ทานขันเข้าใหม่เพื่ออุทิศกุศลไปถึงเทวดาขุนน้ำมีขุนหลวงบ่าลังคะเป็นต้น อุทิศถึงปู่ย่าตายาย พ่อแม่ที่เป็นเจ้าของไร่ของนามาแต่เดิม มีการนำข้าวใหม่มาทำข้าวจี่และข้าวหลามไปทำบุญถวายพระ และจะมีการนำข้าวใหม่ทั้งข้าวสารและข้าวเปลือก ไปทำทานในพิธีกรรมที่เรียกว่า ทานข้าวล้นบาตร หรือหล่อข้าวบาตร หรือทานดอยข้าวสำหรับให้ภิกษุสามเณรไว้ฉันที่วัด เมื่อเสร็จจากการนำข้าวไปหล่อบาตรแล้ว ชาวบ้านจะกลับมานำเอา ขันดอกไม้ ข้าวปลาอาหารชุดเดียวกับที่นำไปทานข้าวใหม่ไปรวมกันในวิหาร เพื่อทำพิธีทำบุญตักบาตรตามปกติ มีการไหว้พระรับศีล อาจารย์จะกล่าวคำโอกาสการทำบุญข้าวใหม่และข้าวล้นบาตร มีการเล่าขั้นตอนในการทำนาเริ่มตั้งแต่ปลูกข้าว จนถึงการเก็บเกี่ยว
ประเพณีสู่ขวัญข้าว
เป็นพิธีกรรมในการเรียกขวัญข้าวหลังจากการเก็บเกี่ยวเพื่อเป็นการขอขมาและขอบคุณแม่โพสพหรือเทพีแห่งข้าว และยังเป็นพิธีที่เชื่อกันว่าจะทำให้ข้าวไม้หายและหมดไปจากยุ้งฉางเร็วอีกด้วย วันที่ทำพิธีโดยปกติถือเอาวันที่ขนข้าวขึ้นยุ้งเสร็จแล้ว หากไม่ทันก็อาจทำในวันรุ่งขึ้นก็ได้
การเรียกขวันข้าวนั้นอาจทำได้ทั้งแบบเรียบง่ายและแบบใหญ่โตโดยขึ้นกับความนิยมในท้องถิ่นหรือความพร้อมของเจ้าของนา หากทำพิธีแบบใหญ่โตแล้วก็จะมีเครื่องบูชามากมาย โดยทั่วไปเครื่องพิธีจะมีไก่และเหล้าและเครื่องใช้ของผู้หญิงเช่นกระจก หวี แป้ง นำเครื่องพิธีดังกล่าวไปวางไว้ที่แท่นพิธีบริเวณที่เคยทำพิธีแรกนา แล้วก็มีคำโอกาสราธนาคือคำสังเวยที่เป็นคำขอบคุณแก่พระแม่โพสพ ที่ช่วยให้ได้ผลผลิตเป็นข้าวมากมาย ถ้าเป็นพิธีใหญ่ส่วนมากเจ้าของนาจะกล่าวคำโอกาสด้วยตัวเองไม่ได้ จึงต้องขออาจารย์ประจำหมู่บ้านเป็นผู้โอกาสให้
ในการทำพิธีแบบง่ายนั้น เครื่องบูชา มีข้าว ไข่ต้ม กล้วย ๑ ผลขนมต่าง ๆ ดอกไม้ ธูปเทียน จัดใส่กระทงหรือพานเล็ก ๆ ผู้ที่เป็นพ่อนาจะเอาไม้ไผ่เฮี้ยยาวประมาณ ๒ เมตร ปล้องของไม้บนสุดทุบให้แตกแป็นซีก ๆ แล้วดุนให้ถ่างออกป่องตรงกลาง คล้ายกับที่เรียกกันว่ารังมดส้ม (มดแดง) เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้วก็จะพากันขนเครื่องบูชาและเครื่องประกอบพิธี มีกระทงใส่เครื่องบูชาและทับพี ๑ อัน ไม้รังมดแดง และนำไม้นะโมตาบอด พร้อมด้วยรวงข้าวที่เก็บไว้ก่อนนั้นแล้ว ออกไปอีกครั้งหนึ่ง เมื่อไปถึงพ่อนาจะฝังหรือปักไม้เฮี้ยที่เป็นรังมดแดงนั้นที่กลางตาลางคือลานนวดข้าว เอากระทงเครื่องบูชาใส่ปลายไม้เฮี้ยที่เป็นรูปรังมดแดง ผูกรวงข้าวให้แขวนลงในกระทงนั้น ปักไม้นะโมตาบอดซึ่งเป็นเครื่องป้องกันมิให้ผีมาขโมยข้าวไว้ที่ ๔ มุมของลาน แล้วจุดธูปเทียน ผู้หญิงก็จะใช้ทัพพีกวักไปรอบ ๆ ในบริเวณนั้น เพื่อกวักเอาขวัญข้าวให้มาอยู่รวมกัน ด้วยการพูดเป็นโวหารเอาเอง ด้วยคำที่เป็นมงคลเมื่อเสร็จพิธีแล้วจึงหยิบเอาเมล็ดข้าวที่ตกแถวนั้นสัก ๒-๓ เม็ด หรือจะหยิบเอาเศษฟางก็ได้สมมุติว่าเป็นขวัญของข้าวใส่ในกระทง นำเอากระทง และไม้นะโมตาบอดกลับบ้าน ปักไม้นะโมตาบอดไว้ที่ ๔ มุม ในยุ้งข้าวแล้วเอากระทงขวัญข้าววางไว้จุดใดจุดหนึ่งในหรือยุ้งข้าว แล้วเอากระดองเต่า หรือฟักหม่น คือฟักเขียว วางไว้ข้างบนข้าว เพื่อให้เต่าหรือฟักคอยกกฟักให้ข้าวอยู่นาน ๆ เหมือนกับเต่าฟักไข่ พร้อมกับกล่าวออกเสียงเบา ๆ ว่า "ขอให้ข้าวจงอยู่ในนี้เน่อ อย่าได้ออกไปทางใด เพราะว่าเดือน ๔ เพิ่นจักปล่อยช้างปล่อยม้า เดือน ๕ เพิ่นจักปล่อยงัวปล่อยควาย" ดูเป็นการสอนเตือนข้าวไม่ให้ออกไปเที่ยวเล่นเกรงว่าจะถูกช้างม้าวัวควายเหยียบเอา
เมื่อนำข้าวเข้าเก็บแล้ว ที่ประตูยุ้งข้าวจะมี ปักขทืนกระด้าง หรือปักขทืนวันจกเข้า คือปฏิทินกำกับวันข้างขึ้นข้างแรมที่ควรหรือไม่ควรตักข้าวออกจากยุ้ง เชื่อกันว่าหากมิได้ปฏิบัติตามพิธีดังกล่าวมาข้างต้น ข้าวจะเปลือง หรือหมดเร็ว เพราะมีผีมาขโมยเอาไปกิน เล่ากันว่าที่ในถ้ำแกลบ ตั้งอยู่ในเขตอำเภอเชียงดาว ในถ้ำจะมีแกลบอยู่ทั่วไป เก่าบ้างใหม่บ้าง เชื่อว่าเป็นแกลบจากข้าวที่ผีขโมยไปกิน
ประเพณีเข้าโสสานกัมม์
เข้าโสสานกัมม์หรือพิธีทุเจ้าเข้ากำนี้ เป็นพิธีกรรมอย่างหนึ่งในพุทธศาสนาซึ่งพระสงฆ์จะอยู่ในป่าช้าหรือสุสาน เข้าไปพักอยู่ที่โคนไม้ใหญ่ในป่าช้า จึงมีชื่อที่มักเรียกว่า อยู่รุกขมูล หรือเข้ารุกขมูล ในพิธีกรรมดังกล่าวนี้ พระสงฆ์จะต้องถือปฏิบัติในธุดงควัตรอย่างเข้มงวดจึงเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าเป็นการที่พระสงฆ์ อยู่กำหรือเข้ากำ เพราะจะต้อง กำกิน กำอยู่ คือสังวรณ์หรือสำรวมความประพฤติทุกอย่างโดยเคร่งครัด เพื่อต้องการบรรเทาความห่วงหาอาลัยต่อวัตถุข้าวของที่ได้รับจากการถวาย โดยพยายามผ่อนคลายการยึดติดทั้งปวง พร้อมกันนั้นก็จะชวนผู้ต้องการบำเพ็ญภาวนาทั้งที่เป็นสามเณรและประชาชนไปบำเพ็ญศีลและภาวนา เพื่ออุทิศส่วนกุศลแก่บรรพบุรุษของตน
ก่อนที่จะจัดพิธีเข้าโสสานกัมม์ ชาวบ้านก็จะมีการแผ้วถางทำความสะอาดป่าช้าแล้วปลูกตูบกำหรือกระต๊อบสำหรับพระสงฆ์และผู้ที่มาปฏิบัติธรรม เจ้าอาวาสวัดจะออกนิมนต์พระสงฆ์จากวัดใกล้เคียงให้เข้าร่วมพิธีโดยกำหนด ๕-๗ วัน ในการที่พระสงฆ์เข้ากำนี้ ถือว่าพระสงฆ์กำลังบำเพ็ญพรตอย่างเคร่งครัด ชาวบ้านมักจะถือว่า การทำบุญกับพระในช่วงนี้จะมีอานิสงส์แรง ดังนั้นจึงมีศรัทธาประชาชนไปร่วมทำบุญให้ทานจำนวนมาก ทั้งนี้ถือว่าการที่ได้ตักน้ำอาบถวายพระในช่วงนี้จะมีอานิสงส์มาก เมื่อเกิดในชาติใดก็จะทำให้ผู้ตักน้ำอาบถวายพระผิวพรรณวรรณดี สำหรับกิจกรรมของสงฆ์ในช่วงดังกล่าว เช่น ไหว้พระ สวดมนต์ เทศนาแก่ประชาชนผู้มาในพิธี นั่งภาวนาตามกองฟอนหรือเชิงตะกอน บังสุกุลและแผ่เมตตา เดินจงกรม นั่งภาวนาในตูบหรือในเพิงพักของตน รับเอาอาหารเพื่อเป็นกริยาทาน เป็นต้น ส่วนการการเทศนาสั่งสอนแก่ประชาชนนั้นมักจะกระทำสองเวลา คือเวลาเช้าและเวลากลางคืน ซึ่งอาจเป็นการเทศน์ตามคัมภีร์ เทศน์ด้วยปฏิภาร เทศน์ปุจฉาวิสัชชนา หรือการเทศน์แบบใช้เสียงและลีลาอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ หากเทศน์ตามคัมภีร์แล้วมักจะใช้คัมภีร์ มหาวิบาก มาลัยโปรดโลก ตำนานพญาอินท์มูลนิพพาน หรือนิพพานสูตร
ในการประกอบพิธีโสสานกัมม์หรือทุเจ้าเข้ากำนี้ นอกจากจะมีอานิสงส์มากแล้ว การที่ประชาชนมาร่วมทำบุญกันมากนี้ ก็ย่อมจะเป็นที่มาของทุนทรัพย์ที่จะนำไปใช้ในสาธารณกุศล เช่นการสร้างศาลาในป่าช้า หรือ อื่น ๆ ต่อไป

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น