ตานขันข้าวหาคนตาย
งานสลากภัตต์ประเพณีวัน ๑๒ เพง (๑๒ เป็ง) (เดือน ๑๒ เหนือ)
เป็นประเพณีทานหาคนตาย ถือกันว่าช่วง วันขึ้น ๑ ค่ำ ถึงวันแรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๑๒ เหนือ เป็นช่วงที่พญายมราชได้ปล่อยวิญญานผู้ตายกลับมาสู่เมืองมนุษย์เพื่อมาขอรับส่วนบุญจากญาติพี่น้องลูกหลาน จึงมีการทำบุญอุทิศถึงผู้ตายกันมาก หากเป็นการทานหาผู้ที่ตายปกติก็จะมีการนำอาหารไปถวายพระที่วัดตามปกติ พระจะกรวดน้ำแผ่กุศลโดยเอ่ยนามผู้ตายที่ถูกระบุชื่อ ถ้าทานถึงผู้ที่ตายโหง ญาติจะนิมนต์พระมารับถวายอาหารนอกวัด เพราะเชื่อกันว่าผีตายโหงเข้าวัดไม่ได้ นอกจากนี้บางท่านยังได้นิมนต์พระไปที่บ้านพร้อมถวายอาหาร ทานขันข้าวถึงผู้ตาย และเทศน์ธรรม ซึ่งธรรมที่นิยมเทศน์ในเทศกาลนี้ได้แก่ ธรรมเปตพลี ธรรมมาลัยโผด ธรรรมมูลนิพพาน ธรรมมหามูลนิพพานธรรมตำนานดอนเต้า และธรรมตำนานพญาอินทร์
ประเพณีทานสลาก (เดือน ๑๒ เหนือ)
ประเพณีการทานสลาก บ้างก็เรียกว่า กินข้าวสลาก หรือ"ตานก๋วยสลาก" ซึ่งก็คืองานประเพณีทำบุญสลากภัตต์ นิยมทำกันในช่วงราวปลายเดือนสิงหาคมถึงตุลาคม จะทำกันถี่มากในเดือนกันยายน เพราะถือว่าเดือนนี้เป็นเดือนที่อดอยากของชาวบ้าน ข้าวเปลือกที่เก็บไว้ในยุ้งฉางใกล้จะหมด หรือหมดไปแล้ว คนที่มีข้าวเปลือกก็จะเก็บไว้กินจนกว่าจะเก็บเกี่ยวข้าวใหม่ในปีต่อไป (ในราวเดือนมกราคม) ส่วนคนที่ซื้อกินข้าวสารก็จะหาซื้อยากและมี ราคาแพง เมื่อคนทั่วไปอดอยากก็พากันคิดถึงผู้ที่เป็นญาติพี่น้อง ที่ตายไปแล้วว่าคงจะไม่มีเครื่องอุปโภคบริโภคเช่นกันจึงรวมกันจัดพิธีทำบุญทานสลากภัตต์ จัดข้าวปลาอาหารของกินของใช้ไปถวายแก่พระภิกษุสงฆ์ เพื่ออุทิศส่วนบุญให้แก่ญาติที่ล่วงลับไป โดยการทำบุญทานสลากภัตต์ จะไม่จำเพาะเจาะจงถวายแก่สงฆ์รูปใดรูปหนึ่ง จึงทำสลากเขียนคำอุทิศลงในสลากแล้วนำไปรวมปะปนกันให้พระภิกษุสามเณรจับสลากหากภิกษุหรือสามเณรรูปใดจับสลากได้ "กํวยสลาก"หรือภาชนะที่บรรจุเครื่องไทยทานอันไหน ก็ยกถวายแก่รูปนั้น
วันงานทานข้าวสลากนี้ ชาวบ้านจะนัดหมายตกว่าวันทำพิธี โดยให้มีงาน ๒ วัน คือวันแต่งดาหรือวันสุกดิบวันหนึ่งและวันถวายทานอีกวันหนึ่ง ในวันแต่งดาทุกหลังคาเรือนจะจัดหาวัตถุของกินของใช้ตามกำลังศรัทธา มาไว้ญาติพี่น้องที่อยู่ต่างบ้านไม่ว่าใกล้หรือไกลเมื่อรู้ข่าวก็จะพากันมาช่วยและร่วมบริจาคจตุปัจจัยสมทบในการบำเพ็ญทานตามสายญาติของตน

เปนประโยชน์จิงๆ
ตอบลบ